หน้าหลัก

          ขอโอกาสใช้บล็อกนี้เป็นสื่อในการถ่ายทอดความรู้สึกและประสบการณ์เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบทผู้อยู่ห่างไกลความเจริญแบบเมืองใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า "คนบ้านนอก" ซึ่งอาจจะห่างไกลความเจริญทางด้านวัตถุ ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่เหมือนผู้ที่อาศัยอยู่ในสังคมเมือง แต่การใช้ชีวิตของเขาเหล่านั้นก็มีสิ่งที่น่าสนใจ ซึ่งมีทั้งสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นเอง หรืออาจมีการนำเอาความรู้เดิมมาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และอาจมีบางครั้งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ แต่ก็หวังว่าบล็อกนี้จะทำให้หลายๆคนได้รับรู้และสัมผัสบรรยากาศของชนบท ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนบ้านนอก และอาจได้รับรู้เทคนิควิธีบางอย่างที่คนในชนบทใช้ในการดำรงชีวิต

การรักษาอาการไข้ขึ้นสูงด้วยยาหม่อง

     เป็นที่ทราบกันดีว่าถ้าเรามีอาการเป็นไข้สูงก็คงหนีไม่พ้นการรับประทานยาลดไข้พร้อมกับการเช็ดตัวเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนของร่างกายไปเรื่อยๆจนกว่าอาการไข้จะทุเลาลง แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับฟังจากคำบอกเล่าและได้นำมาใช้กับตัวเองและคนใกล้ตัวจนเห็นผล คือการลดอุณหภูมิความร้อนของร่างกายด้วยการใช้ยาหม่อง อาการไข้ขึ้นสูงจะลดลงทันทีเหมือนปลิดทิ้ง หรือไม่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วิธีการมีอยู่ว่า เมื่อมีอาการตัวร้อนไข้ขึ้นสูง ปวดหัวอย่างรุ่นแรง หรือมีอาการจับสั่นร่วมด้วย ให้ถอดเสื้อของคนที่เป็นไข้ออกแล้วใช้ช้อน (ช้อนที่เราใช้รับประทานอาหาร) ขูดบนแผ่นหลังของคนที่เป็นไข้ โดยขูดจากด้านล่างขึ้นด้านบน ไม่ต้องขูดแรง ให้ขูดเบาๆ แต่ว่าจะสังเกตุเห็นว่าแผ่นหลังที่โดนขูดจะมีรอยสีแดงขึ้นตามรอยขูด (แดงจนน่าตกใจ) ให้ขูดไปเรื่อยๆจนมีรอยขูดสีแดงเต็มแผ่นหลัง ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บบ้างเป็นธรรมดา หลังจากที่ขูดแผ่นหลังจนเป็นรอยแดงเต็มแผ่นหลังแล้วให้ใช้ยาหม่องทาให้ทั่วแผ่นหลัง (ทาเยอะๆ) โดยให้ทาไปด้วยนวดไปด้วย จะสังเกตุเห็นว่าแผ่นหลังของคนที่เป็นไข้จะมีไอร้อนออกมา ให้ใช้มือถูนวดจากด้านล่างขึ้นด้านบนเพื่อให้รูขุมขนเปิด โดยให้ถูดนวดประมาณ 5 นาที หลังจากนั้นให้ใช้น้ำที่มีอุณภูมิปกติพรมตามแผ่นหลังหรือเช็ดตามแผ่นหลัง คนที่เป็นไข้จะรู้สึกเย็นและรู้สึกหนาวมาก ให้นวดไปเรื่อยๆ และให้ใช้ยาหม่องทาและนวดศรีษะ นวดตามแขน นวดตามลำตัว ตามหน้าอก โดยใช้ยาหม่องนวดและเช็ดด้วยน้ำ ไม่นานอาการไข้ขึ้นสูงก็จะลดลงและอาการก็จะดีขึ้น จากนั้นก็ให้หมั่นเช็ดตัวอยู่เป็นระยะ อาการไข้สูงก็จะลดลง (สำหรับเด็กอาจไม่ต้องใช้ช้อนขูดเพียงแต่ใช้ยาวิกซ์ที่ใช้ทาแก้หวัดหรือยาหม่องเขียวทาก็ได้ ซึ่งจะทำให้ไม่แสบร้อนเกินไป) วิธีการดังกล่าวเป็นการลดไข้สูงที่ได้รับการบอกเล่ามา ยังไม่มีการรับรองจากแพทย์โดยตรง แต่ก็ใช้ได้ผลกับหลายๆคน และอาจเป็นอีกวิธีหนึ่งในหลายวิธีที่ใช้ได้ผลครับ

การรักษาอาการหวัดด้วยการนอนคว่ำ

      อาการเป็นหวัดทุกคนคงรู้ดีแล้วว่ามีอาการอย่างไร ถึงแม้บางคนจะมีอาการไม่รุนแรงแต่ก็สร้างความรำคาญให้ได้ แต่สำหรับคนที่มีอาการรุ่นแรงและมีสาเหตุมาจากโรคภูมิแพ้แล้วละก็ต้องยอมรับเลยว่าเป็นเรื่องที่หนักมาก เพราะอาการหวัดจากโรคภูมิแพ้จะเกิดขึ้นอยู่เสมอและบ่อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้  อาการของหวัดอาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่อาการของแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่แล้วมีอาการเริ่มจากรู้สึกแสบโพรงจมูกก่อน รู้สึกแสบในลำคอ และอาจจะมีน้ำมูกใสๆร่วมด้วย จากนั้นก็จะมีน้ำมูกข้นขึ้นกว่าเดิม มีอาการเจ็บคอ และบางรายอาจมีอาการไอมีเสมหะร่วมด้วย บางคนอาจเป็น 3-4 วันก็หาย แต่บางคนอาจเป็นร่วมสัปดาห์ถึงหาย  การรักษาส่วนใหญ่แล้วจะใช้ยารักษาอาการหวัด ซึ่งเป็นยาลดน้ำมูก ยาบรรเทาอาการปวด และอาจมีการใช้ยาแก้อักเสบร่วมด้วย โดยรับประทานยาตามอาการที่เกิดขึ้นจนกว่าอาการหวัดจะหาย แต่มีอีกวิธีที่ใช้ได้ผลคือ “การนอนคว่ำ” โดยใช้การนอนคว่ำเมื่อมีอาการรู้สึกว่าจะเป็นหวัดหรือเริ่มเป็นหวัด เมื่อมีอาการเริ่มแสบโพรงจมูกหรือเริ่มแสบคอเหมือนจะเป็นหวัดให้นอนคว่ำตลอดทั้งคืน เพื่อไม่ให้น้ำมูกใสๆไหลลงคอ เพราะว่าน้ำมูกใสๆ จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุโพรงจมูก หลอดลม และช่องในลำคอ ถ้าทำให้น้ำมูกใสๆ ไม่ไหลลงคอได้อาการเจ็บคอก็จะไม่เกิดขึ้น อาการมีเสมหะก็จะไม่เกิดขึ้น จะมีเพียงอาการแสบโพรงจมูกเท่านั้น ให้นอนคว่ำหรือนอนตะแคงให้น้ำมูกไหลออกมาทางช่องจมูก โดยอาจหาผ้ารองน้ำมูกที่ไหลออกมา (ไม่ให้น้ำมูกไหลลงคอ) และให้รับประทานยาแก้หวัดหรือยาลดน้ำมูกด้วย ทำอย่างนี้อาการหวัดก็จะหายเร็วขึ้นกว่าเดิม ได้ผลหรือไม่อย่างไรต้องลองดูครับ

การรักษาอาการน้ำกัดเท้าด้วยมะนาว

      โรคน้ำกัดเท้าหรืออาการของน้ำกัดเท้าหากเกิดขึ้นกับใครแล้วย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่ามีอาการเจ็บและทรมานอย่างไร อาการที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะของการเปื่อยตามง่ามของนิ้วเท้า ระยะแรกอาจจะมีอาการคันตามง่ามนิ้วเท้าแต่ต่อมาจะรู้สึกเจ็บ เมื่อสังเกตจะเห็นว่าตามง่ามเท้ามีรอยเปื่อย หรือมีรอยแดง ถ้าสัมผัสจะรู้สึกเจ็บ และบางคนอาจรู้สึกว่ามีกลิ่นเท้าร่วมด้วย  สำหรับวิธีรักษาที่นิยมใช้กันคือการทายาแก้เชื้อรา ซึ่งมีหลายชนิด แต่ยาที่หลายคนรู้จักกันดีคือยาน้ำสีม่วง เมื่อทาติดต่อกันประมาณ 2-3 วัน อาการน้ำกัดเท้าก็จะหาย แต่สิ่งที่หลายคนไม่ชอบคือสีม่วงของยาที่มองแล้วไม่ค่อยสบายตา และเป็นสิ่งที่บอกให้คนอื่นรู้ว่าคุณเป็นโรคน้ำกัดเท้า และอาจทำให้บางคนรู้สึกรังเกียจ  สำหรับการรักษาโรคน้ำกัดเท้าอีกวิธีหนึ่งที่ชาวชนบทใช้กันคือการใช้สารส้ม โดยการนำสารส้มมาแช่น้ำจากนั้นนำน้ำสารส้มมาทาบริเวณน้ำกัดเท้า 2-3 วัน ก็หายเช่นกัน แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลและเป็นวิธีที่ง่าย สามารถหาได้ง่ายในครัวเรือน คือการรักษาด้วยมะนาว โดยการนำเอามะนาวมาผ่าออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วนำมาใส่บริเวณน้ำกัดเท้า ให้กดไว้และถูไปมา จะรู้สึกแสบ บางคนอาจแสบมาแสบน้อยต่างกัน ให้กดไว้ถูไปมาอยางนั้นประมาณ 3-5 นาที เสร็จแล้วอย่างพึ่งล้างออกทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วค่อยล้างออก หรือจะไม่ล้างออกก็ได้ วันรุ่งขึ้นจะสังเกตได้ว่าอาการน้ำกัดเท้าดีขึ้น หรือบางคนหายเลยก็มี หรือหากไม่หายให้ทำติดต่อกัน 2-3 วัน ก็หาย

คั่วนกเจ่า

     อาหารพื้นบ้านที่หากินได้ยากอีกอย่างที่หลายคนได้ชิมแล้วบอกว่าสุดยอดนั้นคือ "คั่วนกเจ่า" เป็นอาหารที่หากินตามฤดูกาล  จะหาได้ในช่วงท้ายฤดูฝนจนกระทั่งถึงช่วงฤดูหนาว  บางที่ในฤดูแล้งก็พอมี  แต่รสชาติจะไม่ดี    มีกลิ่นสาบ  แตกต่างกับช่วงปลายฝนต้นหนาวรสเนื้อจะมีกลิ่นหอมและมีรสมัน  การจับนกเจ่ามีหลายวิธี  นับตั้งแต่ดักด้วยบ่วง  จับด้วยตาข่าย  หรือแม้แต่ใช้ปืนยิง  สุดแล้วแต่วิธีของใครของมัน  แต่ท้ายที่สุดเมื่อได้มาแล้วก็จะต้องนำมาทำอาหาร  มีทั้งลาบนกเจ่า  คั่วนกเจ่า  แล้วแต่คนชอบ  แต่ในโอกาสนี้จะขอนำเสนอการนำมาปรุงอาหารที่คนบ้านนอกอย่างผมชอบ "คั่วนกเจ่า" มีวิธีการคร่าวๆ ดังนี้  เมื่อได้นกมาแล้วก็ต้องถอนขนด้วยการลวกในน้ำร้อนก่อนครับ  เมื่อถอนขนเสร็จแล้วนำไปย่างไฟจนมีน้ำมัน  ขั้นตอนนี้จะได้กลิ่นหอม  จากนั้นชำแหร่เอาเฉพาะเนื้อและเครื่องในบางส่วน  สับให้เป็นชิ้นพอดี 
 


เตรียมเครื่องหอม  พริก ตะไคร้ กระเทียม หอม ผักชี ใบมะกรูด ยอดมะระ  เริ่มด้วยการหั่นตะไคร้แล้วโขลกรวมกับพริก กระเทียม หอม ใบมะกรูด 



นำไปคั่วรวมกับเนื้อนกเจ่า  คั่วจนได้ที่ (เนื้อสุกและมีกลิ่นหอม คั่วจนเกือบแห้ง) ได้ที่แล้วเติมน้ำลงไปให้พอดี ใส่ผักชีที่หั่นแล้ว  ใส่ยอดมะระ  ปรุงรสให้ถูกใจ  บางคนชอบให้ออกรสขมนิดๆ  สุดแท้แต่ความชอบของแต่ละคน  รับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ มีเหล้าขาวพอเป็นกระสัยสักนิดรับรองว่าสุดยอดครับ


ซุ่มยิงนกเป็ด

       ในตอนใกล้รุ่งแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่จากขอบฟ้า  ผมและเพื่อนคนหนึ่งเดินทางไปสระน้ำกลางทุ่งนาเพื่อซุ่มยิงนกเป็ดน้ำ  เรารออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงแสงจากดวงอาทิตย์กำลังจะโผล่จากขอบฟ้า  "จิ๊บๆ ..จิีบๆ..จิ๊บๆ ..จิ๊บๆ" นกเป็ดน้ำส่งเสียงร้องมาจากทิศตะวันออก  เราสองคนต้องแอบซุ่มในที่กำบังไม่ให้นกเป็ดน้ำสังเกตุเห็น  ไม่นานเกินรอหลังจากนกเป็ดน้ำบินวนอยู่สองสามรอบก็บินลงพื้นน้ำขอบสระทางทิศตะวันออก  ซึ่งหากจากที่กำบังประมาณ  60  เมตร  เราพยายามหาจุดที่จะยิงให้ได้  แต่ไม่มีมุมไหนที่เหมาะเลย  สุดท้ายสิ่งที่เรารอมานานก็ต้องสิ้นสุดลง  คนวางบ่วงหนูนาเดินมาใกล้กับสระน้ำทำให้นกเป็ดน้ำตกใจบินขึ้นจากสระพร้อมกับเอาความหวังที่รอมานานไปด้วย  ถึงแม้จะไม่ได้นกเป็ดน้ำตามที่ตั้งใจไว้  แต่เราก็ได้บรรยากาศที่หาซื้อไม่ได้  และเก็บไว้ในความทรงจำ 



            บรรยากาศดีๆ ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่..





ยิงปลา

     ในช่วงปลายเดือนตุลาคมของทุกปี อากาศเริ่มเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว (ปลายฝนต้นหนาว) กิจกรรมหนึ่งที่ชาวชนบทบางส่วนจะทิ้งไปเสียไม่ได้คือ "การลงห้วยยิงปลา" บางคนใช้ปืนแก๊ป บางคนใช้ปืนลูกกรด บางคนยิงปลาช่อน ปลานิล แต่บางคนยิงปลาชะโด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะอยู่ในพื้นที่ไหน  การยิงปลาเป็นสิ่งหนึ่งที่คนชนบทอย่างผมชื่นชอบเพราะถือว่าได้พักผ่อนและที่สำคัญคือได้อาหาร บางครั้งอาจเป็นอาหารกลางวันหรืออาหารเย็น แต่ถ้าได้เยอะก็เป็นอาหารไปหลายมื้อเลยที่เดียว


การยิงปลาโดยใช้ปืนแก๊ปหรือปืนลูกกรดนั้นผู้ยิงจะต้องปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนต้นไม้ รอจนกว่าปลาจะโผล่ขึ้นมาผิวน้ำ เมื่อศูนย์หน้าศูนย์หลังและเป้าตรงกัน หายใจเข้าแล้วผ่อนออกมาสามส่วนสี่แล้วกลั่นลมหายใจไว้ จากนั้นค่อยๆเนี่ยวไก ปัง! ถ้าโดนปลาจะพลักตัวหงายท้องหรือนิ่งแล้วจมลงไป แต่ถ้าไม่โดนปลาจะว่ายหายไป การเล็งจะไม่เหมือนเล็งเป้าทั่วไป ต้องเล็งเผื่อไว้ด้วย โดยปกติต้องเล็งเผื่อใต้เป้าไว้ประมาณ 1 นิ้ว ผลงานนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างครับ คน ปืน ทำเล ฯลฯ






บอกได้คำเดียวครับว่า "บรรยากาศสุดยอด"

บรรยากาศชีวิตชาวนา

        สายฝนแห่งท้องทุ่งที่ชโลมดินอันแห่งแล้งในหน้าเดือนพฤษภาคม ทำให้คนบ้านนอกอย่างผมรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างคำว่าชนบทกับสังคมเมือง ขอโอกาสได้ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ อาจจะมีบางคนที่ไม่เคยได้สัมผัสย่อมไม่รู้ว่ามันทำให้มีความรู้สึกที่เย็นชุ่มฉ่ำและสบายจิตใจเพียงไร




      ฟ้าครึ้มที่ไหลมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่าเป็นเมฆฝน ดินที่แห้งแล้งในหน้าเดือนพฤษภาคมกลับเย็นฉ่ำขึ้นทันทีหลังจากที่เม็ดฝนร่วงลงสู่ท้องทุ่งนา หมู่ใบหญ้าที่แห้งเหลืองจะฟื้นกลับเขียวอีกครั้ง ไม่นานความเขียวขจีของท้องทุ่งนาก็จะกลับมา ...
 


      เมื่อมีน้ำในท้องนาวิถีชีวิตของชาวนาก็เริ่มดำเนินอีกครั้ง จากการไถปรับหน้าดินก็เข้าสู่การปักดำซึ่งเป็นช่วงที่ถือว่าลำบากที่สุดของการทำนา เพราะต้องตื่นนอนตั้งแต่เวลาตีสี่ครึ่ง เตรียมตัวกว่าจะลงถึงแปลงนาก็เป็นเวลาตีห้าซึ่งสว่างพอดี คนที่ทำหน้าที่ไถนาก็ไถ คนที่ทำหน้าที่ดำก็ดำ ทุกคนจะช่วยกัน พอถึงเวลาสองโมงเช้าก็จะรับประทานอาหารเช้ากัน ซึ่งอาหารก็จะเป็นอาหารที่พอหาได้ตามท้องนา บางวันเป็นปลาปิ้ง กบปิ้ง แกงกบ อ่อมหอย หรือจะดีหน่อยก็จะเป็นไก่ต้นข่า หรือลาบวัว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารที่พอหาได้ตามท้องทุ่งนา




      หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็จะลงแปลงนาเพื่อดำนาช่วยกัน พอถึงเวลาเที่ยงวันก็จะรับประทานอาหารเที่ยง รับประทานอาหารเที่ยงเสร็จก็จะลงดำนาต่อจนถึงเวลาประมาณสี่โมงเย็นก็จะเลิกจากดำนามาช่วยกันถอนต้นกล้าจนถึงเวลาค่ำมืดจึงขี้นจากแปลงนาและอาบน้ำรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จบางครั้งผู้ชายก็จะออกจับกบจับปลาเพื่อเป็นอาหารในวันต่อไป
 



      ชีวิตของชาวนาในช่วงดำนาก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้จากเช้าจนเย็นหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเป็นอยู่อย่างนี้ บางครอบครัวใช้เวลาเป็นเดือนในการดำนา บางครอบครัวก็จะใช้เวลาประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับว่ามีที่นามากน้อยและคนในครอบครัวมากน้อยเพียงไร..



      หลังจากที่ได้ปักดำมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว ต้นข้าวที่ปักดำก็เริ่มเขียวแตกกอเต็มท้องนา จากที่ทนดำนามาแรมเดือนก็ได้เห็นผลในระดับหนึ่ง ต้นข้าวเขียวเต็มท้องนาทำให้ชาวนามีกำลังใจที่จะต่อสู้กับวิถีชีวิตของชาวนาต่อไป...



ไข่มดแดง

 
   
     ไข่มดแดงเป็นอาหารตามฤดูกาลที่มีอยู่ในชนบท  เป็นอาหารที่อร่อยอีกอย่างหนึ่ง  สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ก้อยไข่มดแดง  ยำไข่มดแดง  ไข่เจียวไข่มดแดง  ฯลฯ  แต่ก่อนที่จะได้ไข่มดแดงมาประกอบอาหารก็ต้องมาทราบถึงวิธีการที่จะให้ได้มาก่อน  มดแดงจะทำรังอยู่ตามต้นไม้ตามท้องไร่ปลายนา  หรือบางครั้งก็จะอยู่ตามต้นไม้ใกล้ๆบ้าน  ต้องใช้ไม้ไปแหย่ถึงจะได้มาครับ  บรรยากาศตามนี้เลยครับ